วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2555

ทรงสำแดงยมกปาฏิหาริย์

ปางแสดงยมกปาฏิหาริย์ เป็นพระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) บนบัลลังก์ ห้อยพระบาททั้งสองวางบนดอกบัวที่รองรับ พระชานุ (เข่า) ยกตั้งแบบประทับบนพระเก้าอี้ พระหัตถ์ซ้ายวางบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระ (อก) จีบนิ้วพระหัตถ์

เมื่อพระพุทธเจ้าเสวยน้ำปานะเสร็จ ทรงรับสั่งให้นายคัณฑะนำเม็ดมะม่วงไปปลูก เมื่อทรงล้างพระหัตถ์ลงบนปากหลุม เม็ดมะม่วงก็เจริญเติบโตออกผลเต็มต้นเป็นอัศจรรย์ ต้นมะม่วงนั้นมีชื่อว่า คัณฑามพฤกษ์ ตามชื่อของนายคัณฑะ พระพุทธองค์ทรงเนรมิตจงกรมแก้วในอากาศเหนือต้นมะม่วง แล้วเสด็จขึ้นสู่ที่จงกรมนั้น ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ (อ่านว่า ยะ - มะ - กะ - ปา - ติ - หาน) หรือการทำปาฏิหาริย์ให้บังเกิดเป็นคู่ ๆ โดยวิธีต่าง ๆ คือ มีท่อน้ำและท่อไฟพุ่งมา จากส่วนต่าง ๆ ของพระวรกายสลับกันไป ท่อไฟที่พุ่งออกมานั้นมีฉัพพรรณรังสี คือ มี 6 สีสลับกัน เมื่อกระทบกับสายน้ำมีแสงสะท้อนสวยงามมาก ทรงเนรมิตพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมาอีกพระองค์หนึ่ง ทรงให้พุทธเนรมิตแสดงพระอาการสลับกันกับพระพุทธองค์ เมื่อพระพุทธองค์ทรงยืน พระพุทธเนรมิตก็เสด็จจงกรม เมื่อพระพุทธองค์เสด็จจงกรม พระพุทธเนรมิตก็ทรงยืน เมื่อทรงตั้งปัญหาถามพระพุทธเนรมิตก็ตรัสวิสัชนาแก้ สลับกันไป พระพุทธองค์ทรงแสดงปาฏิหาริย์สลับกับการแสดงพระธรรมเทศนา พุทธบริษัททั้งหลายเกิดความเลื่อมใสและได้บรรลุธรรมเป็นจำนวนมาก
ทรงสำแดงยมกปาฏิหาริย์ข่มพวกเดียรถีย์
ที่ต้นมะม่วงคัณฑามพฤกษ์

และเมื่อใกล้ครบ 4 เดือนพระพุทธเจ้าก็ทรงเสด็จไปยังกรุงสาวัตถี โดยมีประชาชนจากแคว้นต่างๆ ได้ไปรอดูการแสดงฤทธิ์ของพระพุทธเจ้าอย่างเนืองแน่น กินอาณาบริเวณถึง 36 โยชน์(ตามอรรถกถา) ครั้นเวลาบ่าย พระพุทธองค์ก็ทรงเริ่มทำยมกปาฏิหาริย์ มีอาการเป็นคู่ๆ (ยมก แปลว่า คู่ หรือ สอง ยมกปาฏิหาริย์ คือ การแสดงคู่ น้ำคู่กับไฟ คือ เวลาแสดง ท่อน้ำใหญ่พุ่งออกจากพระกายเบื้องบนของพระพุทธเจ้า เปลวไฟพุ่งเป็นลำออกจากพระกายเบื้องล่าง เป็นต้น)

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555

ธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่อาจเข้าไปยึดมั่นถือมั่นได้

สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย  คือให้รู้เข้าใจความจริงถึงขั้นที่ว่า  ธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่อาจเข้าไปยึดมั่นถือมั่นได้  ไม่อาจไม่น่าไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เพราะอะไร เพราะว่าสิ่งทั้งหลายนั้น  ไม่ได้เป็นไปตามความปรารถนา  หรือตามความยึดมั่นของเรา แต่มันเป็นไปตามธรรมดาแห่งเหตุปัจจัยของมัน   ถึงเราจะไปยึดมั่น   ก็ไม่มีผลอะไรต่อตัวความจริง มีแต่จะกระทบกระเทือนต่อตัวเราเอง  ทำให้เราแย่เอง

วิมุตติรส กับ วิมุตติสาระ

ลักษณะพระพุทธศาสนา ที่ ๖ มุ่งอิสรภาพ
   ลักษณะที่ ๖ พระพุทธศาสนานั้นมีวิมุตติ    หรือความมีอิสรภาพเป็นจุดหมายสำคัญ   และไม่ใช่เป็นเพียงจุดหมายเท่านั้น   แต่มีอิสรภาพเป็นหลักการสำคัญทั่วไปทีเดียว  
   ในทางธรรมท่านใช้คำว่า  วิมุตติรส กับ วิมุตติสาระ
วิมุตติรส ก็คือ รสแห่งอิสรภาพ
พระพุทธศาสนานั้น  มีลักษณะของความหลุดพ้น  หรือความเป็นอิสระอยู่โดยตลอด   จุดหมายของพระพุทธศาสนาก็ได้แก่ วิมุตติ   
   
   พระพุทธเจ้าตรัสอีกแห่งหนึ่งว่า วิมุตติสารา สพฺเพ ธมฺมา  ธรรมทั้งหลายทั้งปวงมีวิมุตติเป็นสาระ  คือมีวิมุตติเป็นแก่นสาร  

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ฤทธิ์




พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก
(ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

[42] ฤทธิ์ 2 (อิทธิ คือความสำเร็จ ความรุ่งเรือง
: achievement; success; prosperity)

1. อามิสฤทธิ์ (อามิสเป็นฤทธิ์, ความสำเร็จหรือความรุ่งเรืองทางวัตถุ
 : achievement of carnality; material or carnal prosperity)

2. ธรรมฤทธิ์ (ธรรมเป็นฤทธิ์, ความสำเร็จหรือความรุ่งเรืองทางธรรม
: achievement of righteousness; doctrinal or spiritual prosperity)
A.I.93. องฺ.ทุก. 20/403/117.
[**] โลกบาลธรรม 2 ดู [23] ธรรมคุ้มครองโลก 2


พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
 พิมพ์ครั้งที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๔๖
http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=42




วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ทดสอบ ศรัทธา

การคบหาสมาคมกับชาติมหาอำนาจคือฝรั่งเศสในยุคนั้น ก็มิใช่ว่าจะปลอดภัยนัก ด้วยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีพระราโชบายที่จะให้สมเด็จพระนารายณ์ และประชาชนชาวไทยรับนับถือคริสต์ศาสนา ทรงขอบพระทัยพระเจ้าหลุยส์ที่มีพระทัยรักใคร่พระองค์ถึงแสดงพระปรารถนาจะให้ร่วมศาสนาด้วย แต่เนื่องด้วยพระองค์ยังไม่เกิดศรัทธาในพระทัย ซึ่งก็อาจเป็นเพราะพระเป็นเจ้าประสงค์ที่จะให้นับถือศาสนาคนละแบบคนละวิธี เช่นเดียวกับที่ทรงสร้างมนุษย์ให้ผิดแผกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ หรือทรงสร้างสัตว์ให้มีหลายชนิดหลายประเภทก็ได้ หากพระเป็นเจ้ามี พระประสงค์จะให้พระองค์ท่านเข้ารับนับถือศาสนาตามแบบตามลัทธิที่พระเจ้าหลุยส์ทรงนับถือแล้ว พระองค์ก็คงเกิดศรัทธาขึ้นในพระทัย และเมื่อนั้นแหละ พระองค์ท่านก็ไม่รังเกียจที่จะทำพิธีรับศีลร่วมศาสนาเดียวกัน

วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เกิดอัศจรรย์ถาดลอยทวนน้ำ

ทรงลอยถาดเสี่ยงพระบารมี เกิดอัศจรรย์ถาดลอยทวนน้ำ มั่นพระทัยว่าจะได้ตรัสรู้อย่างแน่แท้ 

ส่วนพระมหาบุรุษ เสด็จลุกจากที่ประทับ ทรงถือถาดข้าวปายาส เสด็จไปยังฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ประทับบ่ายพระพักตรสู่บุรพาทิศแล้ว ทรงปั้นข้าวปายาสเป็นปั้น ๆ ได้ ๔๙ ปั้น เสวยจนหมด แล้วทรงถือถาดลงสู่แม่น้ำ ทรงอธิษฐานเสี่ยงพระบารมีว่า ถ้าอาตมาจะได้ตรัสแก่พระปรมาภิเสกสัมโพธิญาณแล้ว ขอให้ถาดนี้จงลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป แล้วทรงลอยถาดทองนั้นลงในแม่น้ำเนรัญชรา ขณะนั้นอานุภาพพระบารมีของพระองค์ซึ่งทรงบำเพ็ญมาบริบูรณ์ดีแล้ว ได้แสดงให้เห็นอัศจรรย์ ถาดทองนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำเนรัญชราขึ้นไปประมาณ ๑ เส้น แล้วถาดทองนั้นก็จมลงตรงนาคภพพิมาน แห่งพญากาฬนาคราช
         ครั้นพระมหาบุรุษได้ทอดพระเนตรเห็นเป็นนิมิตอันดีเช่นนั้น ก็เพิ่มความแน่พระทัยว่า จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูสัมพุทธเจ้า โดยหาความสงสัยมิได้ ก็ทรงโสมนัสเสด็จมายังสาลวัน ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ประทับพักที่ภายใต้ร่มไม้สาลพฤกษ์ พอเวลาสายันห์ตะวันบ่าย ก็เสด็จออกจากหมู่ไม้สาละ ที่พักกลางวัน เสด็จดำเนินไปสู่ควงไม้อสัตถะโพธิพฤกษ์มณฑล



http://www.crs.mahidol.ac.th/thai/buddhist41.htm
http://www.larnbuddhism.com/puttaprawat/prasut/
http://www.84000.org/